* เข้าสู่ระบบ    * สมัครสมาชิกบอร์ด  * FAQ



ชื่อผู้ใช้:
รหัสผ่าน:

Remember

กฎการใช้บอร์ด


1.ห้ามโฆษณาขายสินค้าใดๆ ทั้งสิ้น



โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 33 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2
เจ้าของ ข้อความ
 หัวข้อกระทู้: Re: เรื่องสั้นยุคหลังของกนกพงศ์
โพสต์โพสต์แล้ว: เสาร์ 22 ส.ค. 2009 8:47 pm 
ไม่อยู่ในบอร์ด
เพื่อนใหม่

ร่วมกันใจดีเมื่อ: พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2009 8:41 pm
โพสต์: 7
ตามที่พี่เวียง(ขออนุญาตเรียกพี่นะครับ)บอกให้ผมเสนอเข้ามาก่อน ผมก็ขอเสนอ ว่าให้เริ่มจากโลกหมุนรอบตัวเองละกันนะครับ เพราะผมเห็นว่าเล่มนี้เป็นเล่มแรก ของ‘ช่วงแห่งความพยายามที่จะกลับมา’ตามที่พี่เวียงบอกไว้ และเป็นจุดเริ่มต้นของน้ำเสียงใหม่ๆและความประดักประเดิดในทรรศนะของคุณอนุสรณ์

ขณะที่ตอบกระทู้อยู่นี้ ผมยังไม่ได้กลับไปอ่านโดยละเอียดอีกครั้งเพื่อจะมาวิเคราะห์ เพราะว่ารีบเข้ามาตอบก่อน กลัวจะรอกันนานเกินไป จำได้คร่าวๆว่า เล่มนี้นอกจากจะมีน้ำเสียงที่แตกต่างไปจากเล่มเก่าๆของเขาแล้ว กนกพงศ์ยังจงใจจะเล่นกับกลวิธีในการเล่าเรื่อง เช่น เล่าแบบเรื่องซ้อนเรื่อง(ครึ้มฟ้าครึ้มฝน) เล่าแบบเนิบนาบ ละเอียดละออ แถมทิ้งปมปมหนึ่งค้างไว้(เพื่อหลอกคนอ่านว่าจะเป็นปมของเรื่อง) ไปจบแบบปุบปับ แล้วคลายปมอีกปมหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่สลักสำคัญอะไรนักในเรื่อง และในการจบแบบปุบปับนั้นกล่าวถึงผลกระทบในช่วงเวลาที่ยาวไกล ภายในไม่กี่บรรทัด(วันนี้เป็นอีกวัน) เล่าเรื่องควบคู่กับภาพยนตร์(โลกในนิทาน ฉากอีโรติก: เรื่องสั้นในโครงการเรื่องสั้นซักฟอก) เล่าในความฝัน (ผมเห็นทิพย์ลัดดา)รวมถึงการเปลี่ยนสรรพนามบุรุษที่หนึ่งในเรื่อง (ล่วงละเมิด)และการใช้สรรพนามบุรุษที่สองเป็นคนเล่า(เธอโบกมือ) อะไรประมาณนี้ ตามที่คุณอนุสรณ์ได้บอกไปแล้วว่า หลายเรื่องนั้นล้มเหลว ดังนั้นเรามาเจาะกันไปทีละเรื่องเลยดีกว่า ใครอ่านจบแล้วเชิญเลยครับ เดี๋ยวผมขอตัวไปอ่านอีกรอบก่อน


ข้างบน
   
 
 หัวข้อกระทู้: Re: เรื่องสั้นยุคหลังของกนกพงศ์
โพสต์โพสต์แล้ว: เสาร์ 22 ส.ค. 2009 8:48 pm 
ไม่อยู่ในบอร์ด
เพื่อนใหม่

ร่วมกันใจดีเมื่อ: พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2009 8:41 pm
โพสต์: 7
อีกเรื่องหนึ่งที่ตะหงิดใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้อ่านบทวิจารณ์ของคุณอนุสรณ์ ที่บอกว่า กนกพงศ์ล้มเหลวใน 'โลกหมุนรอบตัวเอง' แต่กลับมาได้ใน 'นิทานประเทศ' จริงอยู่ที่หากมองในแง่ของหนังสือ โลกหมุนรอบตัวเองออกมาก่อน แต่หากมองในแง่ของการเกิดของเรื่องสั้นแต่ละเรื่องและถ้าผมจำไม่ผิด เรื่องสั้นยุคหลังนี้ เกิดในเวลาไล่เลี่ยกัน คือตั้งแต่ปี 45-48 ตามเวลาที่ลงไว้ท้ายเรื่อง ก่อนจะจับมาแยกและรวบรวมให้ตรงตามคอนเซปต์เล่ม ดังนั้นบางเรื่องในนิทานประเทศจึงเกิดขึ้นก่อนบางเรื่องในโลกหมุนรอบตัวเอง ซึ่งนั่นแสดงว่า กนกพงศ์อาจจะไม่ได้ 'ก้าวข้ามอาการพลาดพลั้งได้อย่างสวยงาม' อย่างที่คุณอนุสรณ์บอก บางทีเขาอาจจะไม่รู้ด้วยว่าเรื่องไหนล้มเหลวหรือสำเร็จ เสียดายที่ตอนนี้ไม่มีหนังสืออยู่ใกล้มือ จะได้ลำดับเวลาให้แน่ใจว่าแต่ละเรื่องเรื่องใดมาก่อนหลัง
ผมไม่ทราบว่าเขาเขียนเรื่องแต่ละเรื่องโดยคิดถึงคอนเซปต์เล่มก่อน หรือเขียนไปจนได้จำนวนหนึ่งแล้ว ค่อยมาแยกเรื่องแนวเดียวกัน ให้อยู่รวมกันแล้วจึงตั้งคอนเซปต์ ฝากประเด็นนี้ไว้ด้วยนะครับ

แสดงความเห็นกันเต็มที่เลยนะครับ ผมเองคงมาตอบไม่ได้ทุกวัน เพราะไม่มีคอมพ์เป็นของตัวเอง ต้องอาศัยไปร้านเน็ต หรือหยิบยืมเพื่อนเอา บางครั้งเวลาที่จำกัดก็ทำให้แสดงความคิดได้ไม่เต็มที่ แต่รับรองว่าติดตามอ่านอยู่ทุกวัน หวังว่ากระทู้นี้จะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่วงการวรรณกรรมได้บ้าง
ช่วงเดือนที่ผ่านมา ได้ข่าวการเปิดประเด็นสัมนาถึงงานเขียนของวินทร์ เลียววาริณ และปราบดา หยุ่น ของสถาบันอะไรสักอย่าง คิดเล่นๆไว้ว่าน่าจะมีอะไรแบบนี้เกี่ยวกับงานของกนกพงศ์
แต่ก้เสียดายที่เขาไม่ได้อยู่ฟัง

ขอบคุณครับ


ข้างบน
   
 
 หัวข้อกระทู้: Re: เรื่องสั้นยุคหลังของกนกพงศ์
โพสต์โพสต์แล้ว: อาทิตย์ 23 ส.ค. 2009 12:53 pm 
ไม่อยู่ในบอร์ด
ประธานกิตติมศักดิ์บอร์ดใจดี
ภาพประจำตัวสมาชิก

ร่วมกันใจดีเมื่อ: พุธ 11 ก.พ. 2009 2:20 pm
โพสต์: 292
ผมเข้าใจว่าตอนนี้คงอยู่ในประเด็นว่า ถ้าจะศึกษาในแง่พัฒนาการ ควรต้องไล่ดูจากลำดับการเขียนใช่ไหมครับ แต่ปัญหาก็จะมีอีกว่า ผลงานที่ปรากฏออกเป็นเล่ม ได้รับการเขียนในเวลาไล่เลี่ย-คาบเกี่ยว กระทั่งอาจเป็นช่วงเวลาเดียวกัน แต่ถูกจัดแบ่งไว้คนละเล่ม ด้วยเหตุนี้ การลงความเห็นอย่างที่อาจารย์ต้นว่าไว้ อาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง? นี่คือข้อท้วงติงที่คุณ hangngi (คราวหน้าคราวหลัง ได้โปรดใช้ชื่อให้มันพิมพ์ง่ายกว่านี้หน่อยเถิดพ่อคุณเอ๋ย) พยายามจะบอก -- เข้าใจว่าผมน่าจะจับความได้ไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนนะครับ
โดยส่วนตัว ผมคิดว่าเริ่มจากเล่มน่ะ สะดวกสุดแล้ว เพราะไม่อย่างนั้นก็จะต้องหาคนมาทำบัญชีรายชื่อโดยไล่เรียงตามลำดับเวลา ซึ่งก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะช่วยตอบโจทย์เรื่องพัฒนาการได้จริงหรือไม่ ในขณะเดียวกันก็น่าจะเข้าใจได้ไม่ยากว่า การลงความเห็นเชิงเปรียบเทียบของอาจารย์ต้นดังกล่าว แท้แล้วก็หาได้เคร่งครัดในแง่ของการศึกษาเชิงพัฒนาการ (โดยพิจารณาจากลำดับเวลาของการเขียน) เสียทีเดียว หากเป็นการบอกกล่าวความรู้สึก หลังจากได้อ่านผลงานของกนกพงศ์ที่ทยอยจัดพิมพ์ออกมาแล้วพบว่า มีทั้ง ‘ล้มเหลว’ และ ‘สามารถก้าวข้ามอาการพลาดพลั้งได้อย่างสวยงาม’
ประเด็นก็คือว่า เราน่าจะข้ามหรือทิ้งเรื่องเวลาแห่งการผลิตไปเลยจะดีกว่า (หรือหากยังสนใจจะใช้อ่านนัยยะความหมายใด ก็อย่าไปเอาจริงเอาจังกับมันจนถึงขั้นถือเป็นกฎเหล็กตายตัว) ในฐานะที่เคยมีประสบการณ์ทำงานกับกนกพงศ์ในช่วงจัดพิมพ์รวมเรื่องสั้นของเขาสองเล่มแรก ผมเองนี่แหละครับที่เป็นคนคัดเลือกเรื่อง และเสนอให้แยกพิมพ์เป็นสองเล่ม (เพราะตัวงานของเขามีเยอะแล้วตอนนั้น) โดยถือเอาภาพรวมหรือแก่นแกนของเล่มที่เราอยากให้มีการพิจารณาเป็นที่ตั้ง ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ต้นฉบับที่ได้รับการคัดออกมา (เรื่องนี้ว่างๆ ผมค่อยเล่าให้ฟังเบื้องหลังว่าเรามีวิธีการอย่างไร) มันก็ถูกผลิตขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ถ้าจำไม่ผิด ผมได้ให้ข้อมูลหรือสื่อความเรื่องนี้ไว้ด้วยในเล่ม ‘คนใบเลี้ยงเดี่ยว’ (ฉบับพิมพ์ครั้งแรก)
ว่ามาทั้งหมดนี้ ผมแค่อยากตัดไฟแต่ต้นลม เพื่อให้พวกเรารื่นรมย์ที่จะ ‘เดินต่อ’ ไปข้างหน้า... เท่านั้นเอง


ข้างบน
   
 
 หัวข้อกระทู้: Re: เรื่องสั้นยุคหลังของกนกพงศ์
โพสต์โพสต์แล้ว: เสาร์ 05 ก.ย. 2009 12:50 am 
ไม่อยู่ในบอร์ด
เพื่อนใหม่
ภาพประจำตัวสมาชิก

ร่วมกันใจดีเมื่อ: ศุกร์ 21 ส.ค. 2009 11:27 pm
โพสต์: 3
ได้เวลาเดินหน้าต่อเรื่องการพูดคุยครับ ผมเห็นด้วยกับพี่เวียงว่าไม่ควรไปนั่งจับเวลา วันเดือนปีจากงานของกนกพงศ์ เพราะผมไม่ได้ใช้มุมมองนั้นครับ การศึกษาแบบนั้นอาจเหมาะกับการทำรายงานหรือบทวิเคราะห์ทางวรรณกรรมศึกษา แต่สิ่งที่ผมสนใจคือพลังของนักเขียนคนหนึ่งที่พยายามทำบางสิ่งแล้วมีข้อผิดพลาด แล้วลองหาทางออกอื่น ก่อนอื่นต้องตกลงกันว่ามุมมองนี้เป็นมุมมองส่วนตัวของผมที่เรียกร้องการอ่านงานของกนกพงศ์อย่างจริงจัง เพราะผมเชื่อว่าเขาเป็นคนทำงานหนัก ดังนั้นเราก็ควรทำงานหนักเช่นกันในการอ่านงานของเขา ข้อแรกคือความเห็นว่าด้วยความล้มเหลวของกนกพงศ์ ผมไม่ได้วิเคราะห์ความล้มเหลวนี้จากตัวงานของเขาล้วนๆ หากวิเคราะห์จากเทคนิคที่เขาหยิบยืมมาใช้แล้วไปไม่ถึงมัน เรามาดูงานชื่อเธอโบกมือในโลกฯ หากคุณHiang ได้อ่านขุนเขาแห่งจิตวิญญาณของ เกา สิง เจี้ยน เราเห็นได้เลยว่ากนกพงศ์ได้หยิบยืมการละเล่นทางสรรพนามจากเรื่องนั้นมาใช้ เพียงแต่ในนวนิยายเรื่องนั้นมันมีพื้นที่ของตัวละครที่จะเสนอ แปรผันตนเอง หรือกลับค่าความคิดได้มาก (เช่นคิดอย่างผู้ชายทั้งที่เป็นหญิงหรือคิดจากสรรพนามที่หนึ่งไปสู่สองและสาม)แต่ในเรื่องสั้นของกนกพงศ์พื้นที่นั้นน้อยเกิินไป จนการหยิบสรรพนามมาเล่นไม่เกิดผลและทำให้เกิดการงุนงงในหลายส่วน ตรงจุดนี้หากเขาได้ใครสักคนอ่านและวิจารณ์มันน่าจะแก้ไขได้ อันเป็นสิ่งที่ทำให้ผมเห็นว่า ณ ขณะนั้นเขาน่าจะตกอยู่ในภาวะโดดเดี่ยวอย่างยิ่ง ผมขอให้ความเห็นแค่นี้ก่อนในตอนนี้ครับ


ข้างบน
   
 
 หัวข้อกระทู้: Re: เรื่องสั้นยุคหลังของกนกพงศ์
โพสต์โพสต์แล้ว: เสาร์ 12 ก.ย. 2009 12:44 pm 
ไม่อยู่ในบอร์ด
หนอนหนังสือ
ภาพประจำตัวสมาชิก

ร่วมกันใจดีเมื่อ: จันทร์ 02 ก.พ. 2009 7:40 pm
โพสต์: 38
ขอเป็นกำลังใจให้กับการเสวนาในหัวข้อนี้ด้วยคนครับ


ข้างบน
   
 
 หัวข้อกระทู้: Re: เรื่องสั้นยุคหลังของกนกพงศ์
โพสต์โพสต์แล้ว: อังคาร 22 ก.ย. 2009 2:49 pm 
ไม่อยู่ในบอร์ด
เพื่อนใหม่

ร่วมกันใจดีเมื่อ: อังคาร 22 ก.ย. 2009 10:01 am
โพสต์: 13
สวัสดีครับ ขอร่วมสนุกด้วยคนนะครับ

ครั้งแรกที่ผมอ่าน “โลกหมุนรอบตัวเอง” จบ ผมรู้สึกว่าไม่คุ้มกะเวลาที่รอคอย จากการทิ้งช่วงจากรวมเรื่องสั้นเล่มก่อนหน้า “แผ่นดินอื่น” ถึงสิบปี อาจเป็นเพราะ ผมคาดหวังว่าจะได้เรื่องราวที่ลุ่มลึก จาก กนกพงศ์ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนแนวเพื่อชีวิตคนสุดท้ายของเมืองไทย
ผมรู้สึกว่ารวมเรื่องสั้นเล่มนี้ กนกพงศ์ เน้นไปที่ สีสันของวิธีการนำเสนอ เช่น เทคนิคการเล่าเรื่อง อารมณ์ โวหาร มากกว่าน้ำหนัก ที่แก่นสารของเรื่อง
ขณะที่น้ำเสียงการพรรณนา ในเล่มนี้ กลับมีกลิ่นอายคล้ายๆกัน ฉาก ตัวละคร ที่ไม่แตกต่าง ซึ่งความรู้สึกผม ทำให้หลายเรื่องสื่อออกมาได้ไม่ชัดเจน และบางเรื่องมีการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างน่าเบื่อ และยาวเกินเหตุ ซึ่งอาจจะถือว่าเป็นรูปแบบของการนำเสนอแบบหนึ่งของกนกพงศ์ ก็ว่าได้

เรามาว่ากันทีละเรื่องเลยดีกว่า

ชายผู้กินทะเล
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมชอบมากที่สุดในเล่ม อาจจะเป็นเพราะผมชอบอ่านเรื่องสั้นที่สั้นกระชับ ต่อยหมัดตรงที่ประเด็น เพียงหมัดเดียวอยู่ ซึ่งเรื่องแบบนี้มีน้อยในงานของ กนกพงศ์
ที่ชอบเรื่องนี้เพราะ สั้น ง่าย ประเด็นชัดเจน และสรุปได้อย่างลงตัว
การเริ่มต้นด้วยเรื่องที่คล้ายนิทาน (ตอนแรกผมคิดว่า สัจนิยมมายา มาอีกแล้ว อ่านแนวนี้ไม่ค่อยจะรู้เรื่องเลย ผ่าสิ)
ซึ่งก็เหมือนกับตำนาน หลายๆตำนาน ที่เมื่อผ่านกาลเวลา ก็จะ มีการผสมสิ่งมหัศจรรย์ เติมไข่สักนิด ใส่ครีมเข้าไปสักหน่อย จนเรื่องจริงบางเรื่องก็กลายเป็นนิทานหลอกเด็ก แต่ขณะเดียวกัน เรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ในอดีต ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน หรืออนาคต อย่างเรื่องน้ำที่ราคาแพงกว่าน้ำมัน
และสุดท้าย โดยการหมุนของโลก ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดำเนินไปในทิศทางของมันเองโดยมีสื่อประสานบางๆ ที่เชื่อมเราไว้ด้วยกัน เมื่อผม ซึ่งบัดนี้เป็นชายชรา โทรศัพท์หาญาติที่บัดนี้อยู่ไกลถึง ครึ่งโลก

วันนี้เป็นอีกวัน
เรื่องนี้เป็นอีกเรื่อง ที่ผมคิอว่าตรงกับ คอนเซ็บ โลกหมุนรอบตัวเอง ตามชื่อหนังสือ ที่มาคลี่คลาย ในช่วงสุดท้ายของเรื่อง คนทุกคนล้วนมีทางเดินของตัวเองตามกาละเวลาที่ดลกหมุน แม้จะอยู่ตรงกันในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ ขณะที่การกระทำของคนหนึ่ง สิ่งหนึ่ง ก็จะมีผมกระทบต่อ อีกสิ่งหนึ่ง คนหนึ่งเสมอ ทั้งโดยตั้งใจ และไม่ตั้งใจ
การขมวดเรื่อง และสื่อได้ชัดเจน แต่การที่ พรรณนา ดำเนินเรื่องอย่างเชื่องช้า เก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ มากเกินไป (ในความรู้สึกผม) ทำให้เรื่องน่าเบื่อ

ล่วงละเมิด
เรื่องนี้เทคนิคการใช้สรรพนาม ผม ข้าพเจ้า สลับไปสลับมา ระหว่าง ผม กับจำลอง ค่อนข้างสร้างสีสันให้เรื่องเรื่องนี้ ขณะเดียวกัน สัยลักษณ์ที่นำมาเล่าถึงความขัดแย้ง และการแก้คืน ของการล่วงละเมิด ก็อ่านได้สะใจดี
แต่ โดยรวมๆ ผมรู้สึกเหมือนว่าเรื่องนี้ยังไม่ลงตัวเท่าไหร่ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนี้

ครึ้มฟ้าครึ้มฝน
เรื่องนี้เป็นอีกเรื่อง ที่กนพงศ์ สามารถ วิภาค ความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้อย่างลงตัว และเมื่ออ่านแล้วก็รู้สึกได้ถึงอารมณืที่ว่าจะหัวเราะ หรือร้องไห้ดี
ด้วยโครงเรื่อง ประเด็นเรื่อง เยี่ยมอยู่แล้วในความรู้สึกผม แต่ผมกลับไม่ชอบในเทคนิคที่ใช้เรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า ที่กนกพงศ์เขียนขึ้นมา เพราะรู้สึกว่า เนื้อเรื่องในช่วงแรกนั้น เป็นส่วนเกินของเรื่องที่ทำให้เรื่องไม่กระชับ และยาวเกินไป

หมอฟัน
เหมือนจะไม่ได้อะไรมากจากเรื่องนี้ นอกจากอารมณ์ควารู้สึกที่ กนกพงศ์ เขียนขึ้นมาและให้เราตามไปเรื่อยๆ กับการดำเนินของเรื่อง ซึ่งสามารถ หยุดได้เป็นช่วงๆเมื่อรู้สึกเบื่อ หรือเหนื่อยที่จะอ่าน แล้วค่อยมาอ่านต่อจนจบ
คล้ายๆกับจะมีประเด็น เรื่องหมอที่ไม่ได้นำวิชาชีพของหมอมาใช้ประโยชน์ต่อคนส่วนมากของสังคม อะไรทำนองนี้ แต่ก็ไม่แน่ใจ ไม่เด่นชัด หรือผมตกหลุมพรางของผู้เขียน หรือผมคิดมากไป
แต่ด้วยสังเกตว่า เรื่องนี้ส่งเข้าไปพิมพืกับ ขวัญเรือน โดยตัวนิตยสาร เรื่องอาจจะเน้นไปทางอารมณ์ของเรื่องมากกว่า เนื้อหา

อีกห้าเรื่องคือ ซุปเปอร์สตาร์มาเยี่ยม เธอโบกมือ ในโลกนิทาน ผมเห็นทิพย์ลัดดา บ้านคนตาย ไว้ค่อยมาต่อครับ บางเรื่องอ่านไม่ละเอียด บางเรื่องเหมือนยังหาข้อสรุปของความประทับใจไม่ได้ครับ

ผมเองอ่านหนังสือไม่ค่อยเยอะ และไม่ค่อยได้ติดตามวงการวรรณกรรฒเท่าไหร่นัก จึงอยากหาเพื่อนมาร่วมพูดคุยด้วยครับ มีอะไรเสนอ มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน ยินดีร่วมแชร์ครับ ยิ่งได้คำชี้แนะจากเจ้าของพื้นที่ จะยิ่งขอบคุณครับ


ข้างบน
   
 
 หัวข้อกระทู้: Re: เรื่องสั้นยุคหลังของกนกพงศ์
โพสต์โพสต์แล้ว: ศุกร์ 25 ก.ย. 2009 8:27 am 
ไม่อยู่ในบอร์ด
หนอนหนังสือ
ภาพประจำตัวสมาชิก

ร่วมกันใจดีเมื่อ: อังคาร 03 ก.พ. 2009 10:13 am
โพสต์: 76
หายไปไหนกันหมดเอ่ย...นอกจากดอนจะเน็ตเจ๊งแล้ว พี่ๆ น้องๆ ทำอะไรกันอยู่บ้างครับ

เห็นบอร์ดมันเงียบ เลยแวะเวียนซะหน่อย

จริงๆ เรื่องนี้ ผมอยากให้มีการจัดเสวนามากเลยครับ เพราะคิดว่ามันจะเป็นงานเสวนาที่มีประโยชน์กับผู้ฟังมากทีเดียว
กล่าวตามจริง...ทรรศนะของผมค่อนข้างจะแตกต่างจากที่ว่ากันไว้ด้านบนอยู่พอสมควร
กระนั้นความเห็นของพี่กบริฯ ก็มิอาจมองข้าม
ผมยังไม่มีเวลามากพอจะจาระไนได้ยาวๆ ต้องขออภัยด้วย
แต่ขออนุญาตฝากข้อสังเกตเอาไว้สักนิดหนึ่งว่า เมื่อเราจะพิจารณาผลงานทั้งชีวิตของผู้เขียนสักคนหนึ่งแล้ว
เรื่องของลำดับนั้นเป็นมิอาจมองข้ามได้ "โลกหมุนรอบตัวเอง" ตีพิมพ์ในขณะที่พี่หนกยังมีลมหายใจอยู่ ต่างจาก รอบบ้านฯ และนิทานฯ กะคนตัวเล็ก หรืออะไรสักอย่าง...ไม่สำคัญครับว่าสามเล่มหลังนั้นจะวางแผนไว้แล้วหรือเพิ่งจะทำเมื่อพี่แกจากไป
ประเด็นคือหนึ่ง มันต้องมีเหตุผลที่ผ่านการขบคิดใคร่ครวญเป็นอย่างดีแล้วของตัวพี่หนกเอง ที่ตัดสินใจให้ "โลกหมุนรอบตัวเอง" เป็นรวมเรื่องสั้นถัดจากเล่มซีไรต์ของแก ซึ่งทิ้งห่างนานสิบปี มันจะดีไม่ดีหรือต้องจริตทางวรรณกรรมของผู้ใดหรือไม่ ยังไม่ต้องพูดถึง แต่ที่แน่ๆ อย่างน้อยที่สุดในสายตาของเจ้าตัวเอง เขาย่อมพอใจ เขายอมมั่นใจในระดับหนึ่ง ว่ามันมีดีอยู่ในตัวของมัน (เขาไม่ได้จัดทำมันออกมาอย่างเร่งรีบ เพราะรู้ว่าตัวเองจะต้องจากโลกนี้ไปหรืออะไรทำนองนั้นนะครับ)

ส่วนตัวผมค่อนข้างมั่นใจว่า ทั้งสามเล่มที่ตามออกมาหลังการจากไป เป็นเรื่องของผู้อยู่ข้างหลังมากกว่า และยังเชื่ออีกว่าหากพี่หนกอยู่มันจะไม่ทยอยออกมาเร็วขนาดนั้นและแบบนั้น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด

สำหรับตัวบทในทรรศนะของผม ผมรู้สึกตื่นเต้นกับรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ด้วยซ้ำไป นั่นเพราะผมสัมผัสได้ว่าพี่หนกกำลังจงใจ "ทดลองเล่น" กับหลายสิ่งหลายอย่าง และมันคือสภาวะของการก้าวข้ามอีกบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งน่าจะเผยตัวออกมาแน่นอน หากแกยังมีชีวิตอยู่เขียนเล่มต่อไป...ผมเห็นความพยายามยั่วเย้าล้อเล่นกับการสลายเส้นแบ่งระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องแต่ง ผมเห็นมุมมองน้ำเสียงที่ลดทอนสถานะพระเจ้าในการเล่าเรื่องแต่งลงไป (เล่าเรื่องแต่งโดยให้มันดูเป็นเรื่องแต่งน้อยลง ใกล้ชิดกับความจริงมากยิ่งขึ้น) และความพยายามค้นหาน้ำเสียงใหม่ๆ สำหรับตัวแกเอง

ผมวงชื่อเรื่องไว้สามเรื่อง เป็นข้อสังเกตของตัวเองในหนังสือเล่มนี้ เพื่อการย้อนมาอ่านทวนซ้ำ
ล่วงละเมิด ครึ้มฟ้าครึ้มฝน และในโลกนิทาน...
สามเรื่องนี้เป็นเรื่องที่โดดเด่นลงตัวในเทคนิคการเล่าเรื่องสับขาหลอกแบบเปเล่...ในทรรศนะของผม
หาใช่ความลักลั่นไม่ลงตัวแต่อย่างใด ไว้ว่างๆ จะกลับมาต่อนะครับ

ยืนยันครับว่าไม่ได้เยินยอเพราะพี่เขาจากไปแล้ว
แต่ผมคิดเช่นนั้นจริงๆ ตั้งแต่ตอนที่พี่เขายังอยู่กับเราแล้ว

ด้วยมิตรภาพ

'>?-


ข้างบน
   
 
 หัวข้อกระทู้: Re: เรื่องสั้นยุคหลังของกนกพงศ์
โพสต์โพสต์แล้ว: ศุกร์ 25 ก.ย. 2009 12:10 pm 
ไม่อยู่ในบอร์ด
หนอนหนังสือ
ภาพประจำตัวสมาชิก

ร่วมกันใจดีเมื่อ: อังคาร 03 ก.พ. 2009 12:13 pm
โพสต์: 85
ที่อยู่: ในรูที่ไหนสักแห่ง
อายุ: 101
ผมคิดเหมือนพี่เป้นะครับ

พี่กนกพงศ์ต้องคิดอะไรอยู่สักอย่างในการร่วมเล่ม'โลกหมุนรอบตัวเอง'ออกมา

สำหรับผมคิดว่า มันคือการทดลองอะไรบางอย่าง ซึ่งจะก้าวข้ามไม่ข้ามนั้นอีกเรื่องหนึ่ง

เดี๋ยวขอหยิบเล่มนี้มาอ่านใหม่

จะเข้ามาแสดงความคิดเห็นนะครับ '>?-


กูบ้า!!!


ข้างบน
   
 
 หัวข้อกระทู้: Re: เรื่องสั้นยุคหลังของกนกพงศ์
โพสต์โพสต์แล้ว: อังคาร 29 ก.ย. 2009 11:28 pm 
ไม่อยู่ในบอร์ด
เพื่อนใหม่

ร่วมกันใจดีเมื่อ: พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2009 8:41 pm
โพสต์: 7
ขออภัยด้วยครับที่ตั้งกระทู้ไว้เองแต่กลับไม่ค่อยได้มาตอบเลย
ไม่มีเน็ตใช้เองมันก็ลำบากหน่อย

สำหรับผมนั้น ในโลกหมุนรอบตัวเอง มีบางเรื่องไม่ประทับใจ เช่น หมอฟัน เธอโบกมือ ผมฝันเห็นทิพย์ลัดดา และบ้านคนตาย ผมสังเกตจากการที่เมื่อจะไปเริ่มอ่านใหม่(ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่จบ) ผมไม่มีความรู้สึกอยากอ่านสามสี่เรื่องนี้เลย จึงคิดเอาเองว่ามันไม่มีเสน่ห์พอที่จะดึงดูดให้กลับไปอ่านอีกครั้ง
สำหรับ เธอโบกมือ ที่คุณอนุสรณ์บอกมาว่าให้ลองอ่าน ขุนเขาแห่งจิตวิญญาณ เพื่อเทียบดูนั้น ผมยังไม่เคยอ่านเลยครับ จึงยังไม่สามารถแสดงทรรศนะในเรื่องนี้ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้คือผมมองว่ามันขาดอารมณ์ร่วม ทั้งๆที่การใช้สรรพนามบุรุษที่สองน่าจะเป็นการดึงให้ผู้อ่านมีส่วนร่วมมากกว่าสรรพนามบุรุษอื่นๆ แต่รายละเอียดต่างๆที่กนกพงศ์ใส่มานั้นมันเยอะเกินไปจนกลบเรื่องเล่าของเขาเสียหมด กนกพงศ์ให้รายละเอียดเก่งแต่เรื่องนี้ผมว่ามันไม่ค่อยพอดี ข้อเสียที่เกิดขึ้นคือ เมื่อผม(คนอ่าน)ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นตัว "คุณ" เพราะเรื่องมันไม่เดินไปไหน ถึงเดินก็เดินแบบเดินๆหยุดๆ รายละเอียดนั้นจึงเพียงแต่ทำให้เกิดภาพแต่กลับไม่ดึงให้คล้อยตามเรื่อง และประเด็นก็ไม่ได้แปลกใหม่อะไร มันจึงไม่ค้างอยู่ในใจและไม่ดึงดูดให้กลับไปหาอีก


ข้างบน
   
 
 หัวข้อกระทู้: Re: เรื่องสั้นยุคหลังของกนกพงศ์
โพสต์โพสต์แล้ว: อังคาร 29 ก.ย. 2009 11:30 pm 
ไม่อยู่ในบอร์ด
เพื่อนใหม่

ร่วมกันใจดีเมื่อ: พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2009 8:41 pm
โพสต์: 7
เรื่องที่ผมติดใจผม มีอยู่สองสามเรื่อง คือ วันนี้เป็นอีกวัน ซุปเปอร์สตาร์มาเยี่ยม ล่วงละเมิด และครึ้มฟ้าครึ้มฝน

วันนี้เป็นอีกวัน- เรื่องนี้ผมมองว่ากนกพงศ์เล่าเรื่องได้เพลิน เห็นภาพ มีบรรยากาศ(ฝนตก) และแสดงถึงความพยายามที่จะเปลี่ยนมุมมองการเล่าแบบใหม่ๆ ได้อย่างน่าประทับใจ เรื่องนี้ผมว่ามุมมองการเล่าเรื่องนั้นต่างจากที่คุณชาติวุฒิบอกไว้(ว่าลดทอนสถานะพระเจ้าในการเล่าเรื่อง)เพราะวิธีการเล่าของกนกพงศ์ใน วันนี้เป็นอีกวัน นั้นเป็นพระเจ้าอย่างสุดๆไปเลย และเป็นพระเจ้าแบบที่ไม่คุ้นเคย เช่น การพูดถึงความลับของสถานะระหว่างตัวเอก(เขา)กับผู้หญิงที่จะไปติดต่อธุระด้วยอย่างคลุมเครือ รวมทั้งเก็บงำคำพูดที่ เขา คิดไว้พูดเมื่อเจอหน้ากัน เหมือนคนเล่าเรื่องที่เล่าแบบรู้แต่ไม่ยอมบอก (และรู้ด้วยว่าคนฟังก็อยากรู้) ส่วนตอนท้ายก็ขยายมุมองให้กว้างขึ้น ซูมเอ๊าท์ออกมาฉายถึงภาพชีวิตของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องในเหตุการณ์อันละเอียดละออที่ได้เล่าไว้ในตอนแรกแบบกระชับ เหมือนคนที่นอกจากจะล่วงรู้การกระทำ ความคิด ของคนๆหนึ่งแล้วยังรู้ลึกไปถึงภาวะเกี่ยวเนื่องในชีวิตคนรอบข้างด้วย พูดง่ายๆคือ เล่าแบบให้เห็นว่าผู้เล่าล่วงรู้ทุกเรื่องเพียงแต่จะเลือกเล่าเรื่องของใคร และ เล่าช่วงไหนเท่านั้นเอง อีกสิ่งหนึ่งคือผมคิด(เอาเอง)ว่ากนกพงศ์น่าจะต้องการสื่อไปถึงกลุ่มเรื่องสั้นที่อ่านไปแบบไม่มีตอนจบ(สังเกตจากในจดหมายจากนักเขียนหนุ่ม กนกพงศ์มักพูดถึงการไม่เห็นด้วยกับเรื่องสั้นที่อ่านแล้วไม่รู้จุดหมาย) ว่าจริงๆแล้วทุกเรื่องมีตอนจบ เพียงแต่เราจะเลือกเล่าตอนจบของใคร ตอนไหน และเล่าอย่างไร เรื่องของเขากับหญิงสาว(ที่เขาอ้างว่ากับภรรยาว่าติดต่อธุระด้วย แต่กลับมีจุดประสงค์อีกอย่าง) นั้นปูมาตลอดเรื่อง ขมวดปมเป็นระยะๆ แต่กลับไม่คลาย กนกพงศ์เลือกคลายปมเล็กๆที่เกิดขึ้นกับตัวละครประกอบแทน ถ้าเราตัดช่วงท้ายของเรื่องออกไป เรื่องสั้นเรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องสั้นไร้พล็อตที่อ่านเอาบรรยากาศได้เรื่องหนึ่ง แต่เมื่อมีช่วงท้ายเรื่องนั้นเป็นการเติมพล็อตของเรื่องให้หักมุมแบบใหม่ได้อย่างอัศจรรย์(สำหรับผม)

ทั้งนี้ทั้งนั้นความประทับใจและทรรศนะต่างๆก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์การอ่านและความรู้ทางวรรณกรรมของแต่ละคนด้วย สำหรับผมนั้นยังมีน้อยนิด

อยากฟังความเห็นของหลายๆท่านครับ เห็นด้วยกับคุณชาติวุฒิว่าน่าจะมีการเสวนาอย่างจริงจัง พูดคุยทางบอร์ดมันค่อนข้างลำบากและไม่ต่อเนื่อง แบะส่วนตัวแล้วจริงๆผมชอบฟังผู้ที่มีประสบการณ์พูดมากกว่าครับ ไม่ค่อยอยากจะแสดงทัศนะคติอะไรมากนัก เพราะรู้ตัวว่ามุมมองยังไม่ลึกซึ้งพอ แต่กรณีนี้หลีกเลี่ยงยากเพราะดันกระทู้ตั้งขึ้นมาเอง

แล้วจะมาว่าต่อถึงเรื่องอื่นๆอีกในคราวหลัง
ขอบคุณครับ


ข้างบน
   
 
 หัวข้อกระทู้: Re: เรื่องสั้นยุคหลังของกนกพงศ์
โพสต์โพสต์แล้ว: ศุกร์ 02 ต.ค. 2009 12:59 pm 
ไม่อยู่ในบอร์ด
เพื่อนใหม่

ร่วมกันใจดีเมื่อ: ศุกร์ 02 ต.ค. 2009 12:28 pm
โพสต์: 3
ในแง่ของเวลา ที่คุณอนุสรณ์เห็นว่าไม่ควร "จับ" นั้นเอาเข้าจริงก็มีความสำคัญ หากเราจะวิเคราะห์งานของเขาอย่างจริงจัง ผมยกตัวอย่างเปรียบเทียบในกรณีของนักเขียนฝรั่ง
(เพื่อบอกว่า "เวลา" มีความสำคัญอย่างไร) เช่นดอสโตเยฟกีเป็นอาทิ หากเราพูดถึงงานในช่วงที่เขาไม่รู้จักนักเขียนฝรั่งเศสบัลซัค หรือไม่ได้แปลบัลซัคเป็นรัสเซีย ถามว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่กับงานช่วงหลังที่เขารู้จักบัลซัค หรือได้อ่านงานอย่าง "พ่อโกริโยต์" แล้ว คำตอบคือ แตกต่างกันมาก ดังนั้น "ผลงาน" ชิ้นหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นใน "เวลา" หนึ่งจึงส่งผลต่องานในลำดับถัดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ส่วนเงื่อนไขหรือปัจจัยใดที่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

เพียงแต่ก็มีหลายกรณีด้วยเช่นกันที่การสร้างสรรค์ไม่ได้ดำเนินไปหรือพัฒนาการขึ้นตามลำดับเวลา นักเขียนหลายคนเขียนงานได้ด้อยลง หรือหลงทางก็มีมากมาย ดังเช่น กรณีของเชอร์วูด แอนเดอร์สัน ที่คุณเวียงเขียนคำตามนั้นก็ชัดเจนว่า "เวลา" ไม่ได้ช่วยเขา หรือทำให้เขาก้าวเดินไปในโลกวรรณกรรมได้อย่างสง่างาม

สรุปว่า การศึกษาวรรณกรรมหรือโดยเฉพาะผลงานของนักประพันธ์จึงจำเป็นต้องคิดและมองหานัยสำคัญของเวลาในทุกๆ กรณีครับ

เว้นแต่ว่าเราจะพูดหรือวิจารณ์กันแบบเท่ๆ ไม่ต้องคิดอะไร ซึ่งในกรณีนั้น "เวลา" ก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรครับ

ํy>';


ข้างบน
   
 
 หัวข้อกระทู้: Re: เรื่องสั้นยุคหลังของกนกพงศ์
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 07 ต.ค. 2009 11:19 am 
ไม่อยู่ในบอร์ด
เพื่อนใหม่

ร่วมกันใจดีเมื่อ: อังคาร 22 ก.ย. 2009 10:01 am
โพสต์: 13
ผมว่าได้ทั้งสองแบบล่ะครับ
เราจะศึกษาแบบ เป็นเล่มๆไป หรือจะศึกษาแบบเรียงลำดับผลงาน เพื่อ เรียนรู้พัฒนาการของนักเขียน

เพราะผมคิดว่าการศึกษาเรื่องสั้นที่นำมารวมเป็นเล่มๆนั้น นักเขียนมีการทำงานเพิ่มขึ้นอีกขั้นตอนนึง คือระบบ บรรณาธิการ ที่จะรวมรวม หมวดหมู่ เนื้อหาของเรื่องเพื่อ ให้เป็นชุดๆ ในแต่ละเล่ม โดยอาจจะ ข้ามช่วงเวลาการเขียน ช่วงใดช่วงหนึ่งไปก็ได้

ทีนี้ เรามาสรุปกันก่อนดีกว่าครับ ว่าจะคุยกันแบบไหน จะได้พุดคุยกันในทิสทางเดียวกัน และ จะได้เพิ่มพูน แลกเปลี่ยน อรรถรส ซี่งกันและกันได้

ในฐานะที่เป็นมือสมัครเล่น แค่คนอ่านหนังสือ อยากร่วมสนุกครับ เพิ่มเพิ่ม วิสัยทรรศน์ มุมมอง ในการอ่านหนังสือของผม ไม่ได้ต้องการ วิจารณ์เชิงวิชาการ หรือวิเคราะหืให้โก้เก๋อะไรครับ

เพียงขอแค่ กติกา แนวทาง เป็นทางเดียวกันก็พอครับ


ข้างบน
   
 
 หัวข้อกระทู้: Re: เรื่องสั้นยุคหลังของกนกพงศ์
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 07 ต.ค. 2009 11:26 am 
ไม่อยู่ในบอร์ด
เพื่อนใหม่

ร่วมกันใจดีเมื่อ: อังคาร 22 ก.ย. 2009 10:01 am
โพสต์: 13
สวัสดีครับคุณชาติวุฒฺ อยู่ปากช่องเหรอครับ อยุ่ตรงไหนครับ ว่างๆ จะได้แวะไปหา
เมื่ออาทิตย์ก่อนเพิ่งไปหา คาราโอเกะที่ร้านพงษ์ เสียดายยังหาไม่เจอครับ

ขออนุญาติแลกเปลี่ยนนะครับ ระหว่าง โลกในนิทาน กะเรื่อง ผมฝันเห็นทิพลัดดา

ผมว่า ผมฝันเห็นทิพย์ลัดดา มีอะไรให้ อ่านมากกว่านะครับบ

ความคิดเห็นส่วนตัวครับ

ทักทายแค่นี้ก่อน ไว้คุยกันครับ


ข้างบน
   
 
 หัวข้อกระทู้: Re: เรื่องสั้นยุคหลังของกนกพงศ์
โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ 07 ต.ค. 2009 4:30 pm 
ไม่อยู่ในบอร์ด
หนอนหนังสือ
ภาพประจำตัวสมาชิก

ร่วมกันใจดีเมื่อ: อังคาร 03 ก.พ. 2009 10:13 am
โพสต์: 76
สวัสดีเช่นกันครับคุณกบริ ผมอยู่ลำสมพุงครับ ห่างจากปากช่องราวสี่สิบโล
คาราโอเกะหาแถวนี้คงไม่เจอหรอกครับ เพราะพิมพ์น้อย ต้องหาจากซีเอ็ดหรือบีทูเอสในกทม.น่าจะง่ายกว่าครับ
นานๆ ผมเวียนมาที ตอบช้าหน่อยไม่ว่ากันนะครับ
ยินดีแลกเปลี่ยนอยู่แล้วครับ เห็นต่างแต่ก็เป็นเพื่อนกันได้นิ จริงไหมครับ
ถ้าคนในโลกของเรา มองอะไรเหมือนกันไปหมด มันคงแตกไปนานแล้ว ว่าไหมครับ '>?-


ข้างบน
   
 
 หัวข้อกระทู้: Re: เรื่องสั้นยุคหลังของกนกพงศ์
โพสต์โพสต์แล้ว: เสาร์ 10 ต.ค. 2009 3:44 am 
ไม่อยู่ในบอร์ด
ประธานกิตติมศักดิ์บอร์ดใจดี
ภาพประจำตัวสมาชิก

ร่วมกันใจดีเมื่อ: พุธ 11 ก.พ. 2009 2:20 pm
โพสต์: 292
ผมขอเสนอให้ว่ากันไปเป็นเล่มๆ ดีกว่าครับ เพราะดังที่เรียนให้ทราบไปบ้างแล้วว่า โดยส่วนตัว ผมค่อนข้างโน้มเอียงอยู่กับความเชื่อที่ว่า การจัดพิมพ์รวมเล่มเรื่องสั้นสามเล่มแรกของกนกพงศ์ (‘สะพานขาด’, ‘คนใบเลี้ยงเดี่ยว’ และ ‘แผ่นดินอื่น’) เป็นผลมาจากการออกแบบทางความคิดของบรรณาธิการกับนักเขียนที่อยากจะเสนอ ‘ภาพรวม’ ในแต่ละเล่มเป็นสำคัญ มากกว่าจะอยากชี้ให้เห็นพัฒนาการทางการเขียน (ซึ่งเอาเข้าจริงเจ้าตัวก็รู้ว่ามันไม่ได้พุ่งสูงขึ้นอยู่แล้ว) จึงเป็นไปได้มากทีเดียวว่า เมื่อถึงคราวไม่มีบรรณาธิการจริงจัง กนกพงศ์จึงยังอาศัยวิธีคิดแบบเดิมมาจัดเรียงเรื่องของเขาใน ‘โลกหมุนรอบตัวเอง’ (อาจรวมถึงเล่มถัดๆ มาอีกด้วย) ประเด็นในเรื่องนี้มีอยู่ว่า อย่าไปสนใจเรื่องพัฒนาการจากเงื่อนเวลาในการผลิตต้นฉบับเลยครับ มาดูกันดีกว่าว่าเขาประสงค์จะสื่ออะไร อยากพูดเรื่องอะไรในแต่ละเล่ม ทำออกมาได้เข้าท่าเข้าทางหรือไม่อย่างไร ขออนุญาตถือเกณฑ์ตรงนี้เป็นหลักแล้วกันนะครับ เพื่อจะได้เดินหน้ากันต่ออย่างราบรื่นเรียบร้อยไปเรื่อยๆ


ข้างบน
   
 
แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
โพสต์กระทู้ใหม่ กลับไปยังกระทู้  [ 33 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2

ผู้อยู่ในบอร์ดใจดีขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน


คุณ ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
คุณ ไม่สามารถ ลบโพสของท่านในบอร์ดนี้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ไปที่:  
cron

***เชิญเลือกหนังสือวรรณกรรมได้ที่ >>

- ดูแลและสร้างสรรค์เว็บบอร์ดนี้ โดย Tin Nitikawinkul

Time-Zone GMT + 7 ชั่วโมง - วันเวลาปัจจุบัน อังคาร 07 ก.ย. 2010 4:08 pm
- ภาษาไทยแก้ไขสำหรับเว็บบอร์ดนี้ เพิ่มเติมโดย ติณ นิติกวินกุล ขับเคลื่อนพลังบอร์ด โดย phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
Thai language by Mindphp.com & phpBBThailand.com


Jaidee Search for you