ผมคิดว่า มันมีประโยชน์ที่จะถาม แต่จะมีประโยชน์กว่าหากคุณติณจะไปอ่านหรือศึกษางานจำนวนมากด้วยตัวเองครับ (ผมไม่ชอบมุขไล่ไปอ่าน แต่กรณีนี้มีความจำเป็นจริงๆ ครับ) เพราะปัญหาเหล่านี้
"1.ที่แท้แล้วโพสต์โมเดิร์นทางวรรณกรรมคืออะไรกันแน่ ผมยังสับสนและไม่รู้จริงๆ ว่าที่แท้มันคืออะไรกัน
2.วรรณกรรมไทยมีโพสต์โมเดิร์นหรือไม่
3.มีวิธีีพิจารณาอย่างไรจึงจะจำแนกได้ว่างานเขียนนั้นๆ คืองานแนวโพสต์โมเดิร์น "
ชูศักดิ์ หรือนพพร ประชากุลเองก็ดี ได้เขียนและย่อยความคิดเอาไว้ในงานของพวกเขาด้วยเหมือนกัน และถ้าพูดถึงงานวิชาการจำพวกวรรณคดีศึกษาทั้งหลาย (มีวิทยานิพนธ์จำนวนมากที่สามารถหาอ่านได้ในหอสมุดแห่งชาติ) ก็มีความพยายามจะอธิบายหรือให้คำจำกัดความไว้ไม่น้อยเลย (ผิดถูกหรือดีไม่ดี เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ)
โดยส่วนตัว ผมคิดว่า ปัญหาโพสโมเดิร์น หรือไม่โพสโมเดิร์นในขอบเขต "วรรณกรรม" เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของฝรั่ง (อเมริกัน-ออสเตรเลีย) อยู่ห้วงเวลาหนึ่ง เรียกว่าเกิดเป็น "พื้นที่" ในวงวิชาการ และตลาดหนังสือเลยก็ว่าได้ ปรากฏการณ์ดังกล่าว (ที่ชูศักดิ์หรือใครหลายคนยอมรับว่ามัน "ผ่านไปแล้ว") ส่งผลอย่างไรบ้างต่อรูปแบบหรือแนวทางการประพันธ์วรรณกรรม? คำตอบคือ "ไม่ชัดเจน" หรือ "ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงแบบชัดเจน" คือเรียกได้ว่า มันน้อยเสียยิ่งกว่าตอนที่กลุ่มนักเขียนอย่างอแล็ง-รอบบ์ กริเยต์ และกลุ่มนว-นวนิยาย (Nouvea romance) ได้ร่างถ้อยแถลงถึงการเขียนในรูปแบบใหม่ (ในฝรั่งเศสช่วงทศวรรษที่ 50-60 ) เสียด้วยซ้ำไป
แต่สิ่งหนึ่งที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นคุณูปการ หรือที่บางคนเห็นว่าเป็น spirit ของโพสโมเดิร์นก็คือการทำให้ความคลุมเครือ กลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเอง เพราะก่อนหน้านี้ ไม่ต้องย้อนไปไกลหรอกครับเอาแค่ต้นศตวรรษที่ 20 ก็พอ ความคลุมเครือ ที่มีอยู่ทั้งในเนื้อหาและรูปแบบการนำเสนอนั้น ถือเป็นสิ่งที่ มิได้รับการยกย่อง หรือเห็นว่าเป็น 'ศิลปะ' ในการนำเสนอแต่อย่างใดเลย (เป็นคนละเรื่องกับการจบแบบปลายเปิด หรือการปล่อยให้ผู้อ่านตีความเอาเองแบบงานเฮมิงเวย์หรืออะไรทำนองนั้นนะครับ เพราะความคลุมเครือที่ผมหมายถึงนั้นกินความรวมไปถึง อะไรที่ดูไม่จบ ไม่เสร็จ ไม่อธิบายให้กระจ่าง ฯลฯ รวมถึงวิธีการร้อยแปดอย่างการใส่แผนภูมิ ภาพลงไปผสม)
ถ้าจะกล่าวกันอย่างถึงที่สุด ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องแยกแยะ โพสโมเดิร์น ในฐานะของ "งานวิจารณ์" ออกจาก "สกุลวรรณกรรม" (มันนับเป็นสกุลได้ไหมไม่ทราบแต่มีบางคนนับนะครับ) เพราะอันแรก ผมคิดว่ามีความชัดเจนในแบบวิธีและเครื่องมือที่ใช้ ส่วนอันหลังแม้โรงเรียนที่สอน Creative Writing จะบอกว่ามันมีแนวทางที่ว่าจริงๆ (แหงล่ะ เขาขายวิชานี่ก็ต้องบอกอยู่แล้วว่ามีหรือมันดียังไงถึงต้องเสียตังค์เรียน) ก็มีความคลุมเครือกว่า หรือต้องการทำให้มันเป็นเรื่องคลุมเครือ มากกว่ามีคำอธิบายเป็นรูปธรรม เพื่อรักษาจิตวิญญาณของมัน
